MILKKIZZ*

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

10 ศัลยกรรมเสริมสวย ที่คุณควรระวัง

คุณผู้หญิงที่ยังไม่พอใจในรูปร่าง สัดส่วน หรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายแล้วอยากทำศัลยกรรมส่วนต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงส่วนที่ยังไม่ค่อยพอใจ เรามี 10 ศัลยกรรมเสริมสวยที่คุณควรระวังมาบอก

1. วิธีลดความอ้วนด้วยวิธีฉีดสาร Lipodissolve เพื่อละลายไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งศัลยแพทย์และแพทย์ผิวหนังเห็นว่าควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด เพราะไม่มีการรับรองว่าได้ผลจริง อีกทั้งการทำ Lipodissolve นั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐฯ อีกด้วย

2. ศัลยกรรมเท้า ปัจจุบันผู้หญิงหันมาทำศัลยกรรมเท้า เพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างเท้าให้ดูสวยงามและเซ็กซี่มากยิ่งขึ้น แต่นายแพทย์เกลนน์ บี. เฟฟเฟอร์ ประธานสมาคมศัลยกรรมกระดูกเท้าและข้อเท้าแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การทำศัลยกรรมเท้าใช้หลายวิธีร่วมกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อเท้าได้ ทั้งอักเสบ เซลล์ประสาทถูกทำลาย เท้าบวมเรื้อรัง และเจ็บขณะเดิน

3. การฉีดเสริมส่วนต่าง ๆ แบบถาวร ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปาก หรือปกปิดริ้วรอย โดยทั่วไป สารใช้ฉีดมักจะเป็นการฉีดแบบชั่วคราว เมื่อเวลาผ่านไปสารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และสิ่งต่าง ๆ ที่ทำไว้ก็จะกลับคืนสภาพเดิม แต่ก็มีสารบางชนิดที่เป็นการฉีดแบบถาวร ซึ่งจะไปจับตัวกับเนื้อเยื่ออย่างถาวร และมีโอกาสที่จะจับผิดที่ผิดทาง แทนที่จะสวยกลับดูบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติไป

4. การฉีดเสริมเต้านม โดยปกติแล้วแพทย์จะนำไขมันจากส่วนอื่นของร่างกายมาฉีดเสริม ความจริงแล้วการฉีดไขมันเข้าไปยังเนื้อเยื่อบริเวณหน้าอกเป็นอันตรายอย่าง มาก เพราะไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจแข็งตัวทำให้ตรวจหามะเร็งเต้านมได้ยากขึ้น

5. ต่อความยาวขา เป็นการผ่าตัดที่รู้จักกันดีในแถบเอเชีย แต่ความสุงเพิ่มขึ้นไม่มากอย่างที่คิด และแพงเกินคาด เฉลี่ยต่อครั้งประมาณ 4,200,000 บาท สรุปคือ สูงขึ้นนิดหน่อย เสียเงินเยอะ แถมเจ็บตัวอีกต่างหาก

6. ศัลยกรรมเสริมบั้นท้าย ทำโดยเสริมแผ่นซิลิโคนก้อนแข็ง ลงไปใต้เส้นใยกล้ามเนื้อสะโพก ทั้งนี้ การทำศัลยกรรมสะโพกนั้นมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากจะเย็บแผลให้อยู่ระหว่างบั้นท้ายทั้งสอง ซึ่งทำให้แผลนั้นอยู่ใกล้กับทวารหนัก แหล่งสะสมสารพัดเชื้อโรคค่ะ

7. สักหน้า ไม่ว่าจะเป็น คิ้ว ขอบตา ขอบปาก ฯลฯ เมื่อเวลาผ่านไปหรือคุณเบื่อขึ้นมาจะทำยังไง!! จริงอยู่ที่ยุคนี้ลบรอยสักได้สบาย แต่ทราบมั้ยค่ะว่า พื้นที่ส่วนใหญ่บนใบหน้ามักเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งการใช้เลเซอร์ลบรอยนั้นทำได้ยาก และผลที่ได้นั้นอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

8. ศัลยกรรมใบหน้า ทั้งดูดไขมันที่แก้มเพราะหวังให้หน้าดูเล็กลง เซ็กซี่มากขึ้น แต่คุณอาจได้หน้าบุ๋ม เป็นหลุมเพราะไขมันถูกดูดออกไปเยอะเกินพอดีก็ได้ และต่อไปก็ดึงหน้า ที่มักจะมีปัญหาเรื่องแผลผ่าตัดซึ่งเห็นได้ชัดจนต้องวิ่งกลับไปแก้แล้วแก้ อีก

9. การผ่าตัดกระชับทรวงอก ด้วยวิธีการตัดผิวหนังส่วนเกินออก (mastopexy) เป็นการผ่าตัดที่มีโอกาสผิดพลาดได้มากที่สุด เพราะบางครั้งเมื่อทำการเสริมหน้าอกแล้วผิวหนังที่ลอกออกมากลับไม่เพียงพอ กับขนาดหน้าอกใหม่ ทำให้ต้องพยายามดึงผิวหนังที่เหลือมาเย็บปิด ปัญหาที่ตามมาหลังจากการผ่าตัดนี้ คือ การติดเชื้อ วัสดุที่ใช้เสริมหลุดออก หน้าอกไม่เท่ากัน หัวนมด้าน ไม่สามารถให้นมบุตรได้ และปัญหาการฟื้นตัวค่ะ

10. การเสริมสวยทุกอย่างที่ไม่ได้ทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำศัลยกรรมให้กับคุณได้ดี เพราะฉะนั้น ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแพทย์ให้ละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจทำศัลยกรรม จะได้กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ


ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_42169_1.women

5 วิธีเพื่อเท้าสวย

เท้าก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เรารู้ถึงความ เอาใจใส่ดูแลตัวเองมากแค่ไหน ถ้าอยากมีเล็บเท้าสวยๆไว้อวดตอนใส่รองเท้าเปลือยๆ ต้องทำตามวิธีนี้


1. หาน้ำอุ่นมาแช่เท้าสัก 2 นาที ใส่เกลือสำหรับอาบน้ำลงไปด้วย แล้วใช้หินขัดผิวที่หยาบกร้านบริเวณส้นเท้านิ้วเท้า


2. ดูแลตัดเล็บเท้าให้เป็นแนวตรงอยู่เสมอ และใช้ตะไบเล็มเล็บตามส่วนริมด้วย


3. เล็บสวยแล้วหนังแข็งๆบริเวณริมขอบเล็บก็อย่าลืมตัดให้เรียบร้อยด้วยนะคะ


4. นวดเท้าของคุณด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้น หรือจะเป็นครีมสำหรับทาเท้าโดยเฉพาะก็ได้


5. เพื่อให้เล็บแข็งแรงคงทน สวยนานควรทาเคลือบเล็บด้วยผลิตภัณฑ์เคลือบเล็บเป็นขั้นตอนสุดท้าย

รับรองว่าทำตามขั้นตอนทั้ง 5 นี้แล้วคุณจะมีเล็บเท้าสวยน่ามอง.....


ที่มา http://women.mthai.com/views_Beauty-Tip-Trick_11_44_15537_1.women

รองเท้า เปียกฝน

รองเท้า

การดูแลรักษารองเท้า ในช่วงฤดูฝน ถ้ารองเท้าของคุณ เปียกน้ำและ เหม็นอับจนขึ้นรา เพราะเปียกฝน แล้วละก้อ ลองนำวิธีดูแลรักษารองเท้าที่เรานำมาฝากไปใช้ ก็ไม่ว่ากันนะคะ

ควรใช้น้ำที่สะอาดล้างทำความสะอาดภายนอก แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วนำไปผึ่งลม


ห้ามใช้สบู่หรือผงซักฟอก
ห้ามตากแดด


ควรวางรองเท้าให้เอียง 45 องศา กับพื้น โดยให้ส้นรองเท้าเสมอพื้น หมั่นเทน้ำออก จนกว่ารองเท้าจะแห้งสนิท แล้วจึงนำไปลงครีมขัดเงาและตากแดดอ่อนๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง


ชิ้นส่วนรองพื้นที่อยู่ด้านใน ถ้าเป็นแบบถอดออกได้ ให้นำไปล้างและทำให้แห้งโดยวิธีเดียวกัน

รองเท้าเปียกน้ำ ไม่ควรนำมาใช้ จนกว่าจะแห้งสนิท เพราะจะทำให้หนังยืดและเสียรูปทรง

ที่มา http://women.mthai.com/views_health_11_47_42137_1.women

เทคนิคการเขียนอายไลเนอร์

เขียนอายไลเนอร์บนเปลือกตามานานจนเริ่มเบื่อหน้าตัวเอง อยากลองเขียนอายไลเนอร์ขอบตาล่างบ้าง ทำได้ไหมคะ?

ได้ค่ะ แต่ต้องให้ความสำคัญกับอุปกรณ์นิดหนึ่ง เพราะอายไลเนอร์แต่ละตัวมีความแตกต่างกัน
เช่น อายไลเนอร์แบบหมึกเหมาะจะใช้เขียนตาบนมากกว่า เพราะเส้นคมชัด ไม่ไหลเยิ้มง่าย และติดทนนาน แต่ถ้าใช้เขียนตาล่างจะทำให้เส้นตาดูแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ
แนะนำว่า ถ้าต้องการเขียนเส้นขอบตาล่าง ให้ใช้อายไลเนอร์แบบพู่กันหรือดินสอเขียนดีกว่า จะช่วยให้เส้นตาดูฉ่ำละมุน ทั้งเส้นก็ดูไม่เป็นพลาสติกแบบอายไลเนอร์หมึกด้วย
ส่วนเทคนิคการเขียนจะเขียนเต็มจากหัวตาถึงหางตา หรือเขียนแค่ครึ่งตาก็ได้ทั้งสอบแบบ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่ต้องการ ถ้าเขียนเต็มตาจะดูเป็นสาวเซ็กซี่ ลึกลับน่าค้นหา หากต้องการแต่งดวงตาให้ดูโฉบเฉี่ยวขึ้น เขียนแค่ครึ่งตาก็เอาอยู่แล้วค่ะ
เคล็ดลับสำหรับสาวตาโต ให้เขียนเส้นใต้ตาให้เต็ม จะช่วยให้ตาดูเล็กลง
สำหรับสาวตาเล็ก จะเขียนเต็มหรือครึ่งตาก็ได้ แต่ต้องไล้อายไลเนอร์ให้เลยหางดวงตาออกมานิดหน่อย เพื่อให้กลมตาดูกลมโตขึ้น


ที่มา http://women.mthai.com/views_Beauty-Tip-Trick_11_44_13856_1.women

ผื่นแพ้จากการใช้เครื่องสำอาง

ในปัจจุบันการดูแลรักษาผิวพรรณเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แล้วสำหรับคนยุคใหม่ ในแต่ละคนมักจะมีผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ใช้อยู่อย่างน้อย 3-4ชนิดต่างลักษณะและการใช้งานเช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ครีมกันแดด ครีมหน้าขาว ครีมกระชับรูขุมขน ครีมบำรุงผิว ทั้งอยู่ในรูปครีม โลชั่น เซรั่มต่างๆ เป็นต้น การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ความงามเหล่านี้ยังผลให้อุบัติการณ์ของผื่นแพ้ เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ลักษณะของผื่นแพ้จากเครื่องสำอางอาจแบ่งได้คร่าวๆดังนี้

1. อาการระคายเคือง ( Irritant ) พบได้บ่อยที่สุด อาการแพ้รูปแบบนี้เกิดได้กับทุกคนที่สัมผัสสารเคมีในครีม จะมีอาการแสบร้อน ระคายเคืองยุบยิบบนผิวหนังหลังใช้เครื่องสำอางทันทีส่วนอาการคันจะมีตามหลัง ลักษณะของสารที่กระตุ้นทำให้เกิดการระคายเคืองมักอยู่ในรูปของกรดผลไม้ สาร surfactant

2. อาการแพ้ ( Allergy ) เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลยกตัวอย่างเช่น นส. A ใช้ครีมA แล้วแพ้ แต่นส.B ใช้ครีมA แล้วไม่แพ้ สรุปคือ นส.A มีอาการแพ้ต่อครีม A อาการแพ้รูปแบบนี้จะมีอาการคันนำมาก่อนและจะมีผื่นแดง สิว ตุ่มใสร่วมด้วยได้ เกิดหลังจากใช้เครื่องสำอางเป็นระยะเวลาหนึ่งตั้งแต่1วันจนถึงเป็นปีก็ได้ อาการแพ้ allergy พบบ่อยขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากมีการใช้สารเคมีมากขึ้น สารที่ก่อให้เกิดการแพ้ allergy ที่พบบ่อยได้แก่ น้ำหอมที่ผสมในครีม สารกันเสียในครีม

ในกรณีที่สงสัยว่าเกิดอาการแพ้ควรรีบหยุดใช้ เครื่องสำอางทันทีหากอาการยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรับการ รักษาที่ถูกต้อง ในปัจจุบันมีการทดสอบสารภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Patch test) ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ง่ายสามารถรู้ถึงสารที่ตนเองแพ้และหลีกเลี่ยงสาร ภูมิแพ้ชนิดนั้น

ที่มา http://www.netanart.com/content.php?cate=article&iden=34

สัตว์ที่ออกไข่มากที่สุด


ปลาโมลา ออกไข่ทีละ 300ล้านฟอง ปลาโมลาจะอยู่ในที่อากาศอบอุ่น กินแมงกะพรุน
เป็นอาหาร ตัวยาว 3 เมตร บางตัวอาจหนักถึง 1 ตัน ตอนที่ยังเป็นไข่หรือลูกปลาก็จะ
ถูกปลาอื่นกินเสียเกือบหมด
รู้รอบตัว
– ไข่ที่ใหญ่ที่สุดคือไข่ปลาฉลามวาฬ ยาวถึง 30 เซนติเมตร
– ตัวเทนเร็คเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลูกดกที่สุด ออกลูกครั้งละ 16-18 ตัว
– ลูกปลาโมลามีรูปร่างต่างจากพ่อแม่

ที่มา http://ornnami.exteen.com/20090208/entry-21

อันตรายที่ควรทราบจากการใช้เครื่องสำอาง

ปัจจุบันนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่เป็นไปอย่างรวดเร็ว วิวัฒนาการด้านความงามก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการทางด้านเครื่องสำอาง ร้านเสริมสวย สถาบันเสริมความงาม การใช้แสงเลเซอร์ ช่วยในการรักษาผิว ทั้งหมดที่ถ้าใช้อย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งก็ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนได้ ควรศึกษาให้พอเข้าใจบ้าง เพื่อประโยชน์แต่ตนเองและคนรอบข้าง

' เครื่องสำอาง' ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2525 หมายความว่า วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด พ่น หยอด ใส่ อบ หรือการกระทำด้วยวิธีอื่นใส แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เพื่อทำความสะอาด ความสวยงาม หรือ ส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม ตลอดจนเครื่องประทินโฉมต่างๆ ดังนั้นทุกคน ทุกเพศวัย จึงต้องใช้เครื่องสำอางทั้งนั้น เพราะรวมถึง สบู่ ยาสีฟัน และแชมพูทำความสะอาดร่างกายด้วย

จากสถิติในต่างประเทศ มีการสำรวจการใช้เครื่องสำอาง พบว่า มีผลข้างเคียงในการใช้เครื่องสำอาง 680 ครั้ง ต่อการใช้ 1,000,000. ครั้ง และในคลินิกภูมิแพ้ พบคนไข้มีการแพ้จากเครื่องสำอาง ประมาณ 10 %

สาเหตุที่ทำให้เกิดอันตรายจากการแพ้เครื่องสำอาง อาจจะเกิดจาก

1. ความเข้มข้นของสารที่มากเกินไป
2. การใช้ผิดวิธี และวัตถุประสงค์
3. ความเป็นด่างของเครื่องสำอาง
4. เครื่องสำอางมีสารระเหย เป็นส่วนประกอบอยู่ในปริมาณสูง เช่น ในน้ำหอมบางชนิด
5. ตำแหน่งที่ใช้ เช่น รอบดวงตา มีโอกาสแพ้ได้ง่ายกว่าที่อื่น

อาการทางคลินิก ที่อาจเกิดได้จากการใช้เครื่องสำอาง

1. การระคายเคือง ( Irritation contact dermatitis) มีอาการคัน หรือรู้สึกเพียงยิบๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาที มักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางบนใบหน้า อาจมีผื่นแดง บวม ตุ่มผิวหน้งอักเสบ เมื่อหยุดการใช้ อาการจะหายไป
2. อาการภูมิแพ้ผื่นคัน(Allergic contact dermatitis) อาการที่ตั้งแต่น้อยๆ แค่มีผื่นแดงคัน จนกระทั่งแพ้มาก เป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำ มีขุย สารที่ก่อให้เกิดการแพ้ มักได้แก่ น้ำหอม สารกันบูด สารลาโนลิน สีย้อมผม
3. ผื่นลมพิษ(Contact Urticaria) จะมีอาการผื่นแดง บวม ถ้าเป็นน้อยๆ อาจเห็นแค่ หนังตาบวม ปากบวม ถ้าเป็นมาก อาจพบผื่นบวมทั่วหน้า มักเกิดจาก การแพ้ยาย้อมผม
4. ผิวหนังเปลี่ยนสี( Pigmented contact dermatitis) บางครั้งพบว่า ยิ่งทาเครื่องสำอางแล้วหน้ายิ่งดำ อาจเกิดจากผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมของน้ำหอม มะกรูด มะนาว แตงกวา หรือการใช้สมุนไพรทาหน้า ซึ่งมีสารเคมีที่เมื่อโดนแดดแล้วจะเกิดอาการแพ้แสงแดด เห็นเป็นรอยดำบริเวณที่สัมผัส บางครั้งแม้จะหยุดใช้ก็ยังไม่หายดำ
5. ผื่นขาว( Contact leukoderma) ในสมัยก่อน มีผู้นิยมใช้ครีมทาทำให้หน้าขาว ด้วยสารจำพวกปรอท ไฮโดรควิโนน ทำให้หน้าขาวได้จริง แต่จะขาวไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง เมื่อหยุดใช้ก็ยังมีอาการด่างขาว ถาวร แต่ในปัจจุบัน ทางอ.ย. ได้มีการห้ามการใช้สารพวกนี้ในเครื่องสำอางแล้ว
6. สิว(Comedogenic contact dermatitis) มักเกิดจากเครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของลาโนลิน สารสเตียรอยด์ โซเดียมลอรัลซัลเฟต เมื่อใช้นานๆ จะเกิดสิวได้ ดังนั้นในคนที่อายุเลยวัยที่จะเป็นสิวแล้ว ถ้าเกิดสิวขึ้นมา ให้สงสัยว่าอาจจะเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางไว้ก่อน
7. การเปลี่ยนแปลงของเล็บ เช่น เล็บลอก เปลี่ยนสี ขอบเล็บอักเสบ อาจเกิดจากยาทาเล็บ น้ำยาล้างเล็บ
8. การเปลี่ยนแปลงสีผม อาจจะมีเส้นผมหัก เปราะง่าย เนื่องจากน้ำยาดัดผม หรือ น้ำยายืดผม
9. ผลต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุตาอักเสบ การดูดซึมของสาร และการสะสมของสารพิษในระยะยาว เช่น มีการผสมสารตะกั่ว หรือ ปรอท ทำให้เกิดพิษได้

ดังนั้น เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น และไม่แน่ใจว่า จะเกิดจากการแพ้สารนั้นหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ ควรนำเครื่องสำอางที่ใช้มาทดสอบ และนำฉลากที่บอกส่วนผสมมาด้วย และช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น

ที่มา http://ornnami.exteen.com/20090326/entry-6